หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

พัฒนาการด้านสังคมสมัยอยุธยา


พัฒนาการด้านสังคมสมัยอยุธยา

          ในสมัยอยุธยา โครงสร้างสังคมไทยมีลักษณะสังคมศักดินา เพราะได้มีการตรากฎหมายแจกแจงให้เห็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้คนในสังคมตามมาตรฐานของตน ทำให้สังคมไทยดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ
1. ความเป็นมาของสังคมศักดินาสมัยอยุธยา 
          คำว่า “ศักดินา” หมายถึง เครื่องกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในสังคม เป็นการจำแนกให้เห็นถึงความแตกต่างในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของบุคคลตามศักดินา เช่น ผู้มีศักดินา 400 ขึ้นไปมีสิทธิ์เข้าเฝ้าได้ แต่ต่ำกว่านี้ลงมาไม่มีสิทธิ์เข้าเฝ้า ขณะเดียวกันผู้ที่มีศักดินา 400 ก็มีสิทธิ์ในการถือครองที่ดินเหนือกว่าผู้ที่มีศักดินาต่ำกว่าลงไป เป็นต้น
          ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงตราอัยการตำแหน่งนาพลเรือนและพระอัยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง หรือที่เรียกว่า “กฎหมายศักดินา” ขึ้นมาบังคับใช้เมื่อ พ.ศ. 1997 โดยกำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยที่มีศักดินาด้วยกันทั้งสิ้นแตกต่างกันไปตามฐานะอำนาจและหน้าที่ความรับผิดชอบ ยกเว้นพระมหากษัตริย์ซึ่งมิได้ระบุศักดินาเพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าศักดินาทั้งปวง
          ระบบศักดินาอำนวยประโยชน์ในการควบคุมบังคับบัญชาผู้คนตามลำดับชั้นของศักดินาและการหมอบหมายให้คนมีหน้าที่รับผิดชอบตามที่กำหนดเอาไว้ เมื่อบุคคลทำความผิดต่อกันก็สามารถใช้เป็นหลักไหมการปรับไหมได้ เช่น ถ้าผู้มีศักดินาสูงทำความผิดต่อผู้ที่มีศักดินาต่ำกว่าก็จะปรับไหมตามศักดินาของผู้ที่มีศักดินาสูงกว่า ถ้าผู้ที่มีศักดินาต่ำกว่ากระทำผิดต่อผู้ที่มีศักดินาสูงกว่าก็จะปรับไหมผู้ที่ทำผิดตามศักดินาสูงกว่า ทั้งนี้เพื่อป้องกันการมิให้ผู้ใหญ่รังแกผู้น้อยและมิให้ผู้น้อยละเมิดผู้ใหญ่ เป็นต้น
          การใช้ศักดินาเป็นตัวกำหนดความรับผิดชอบตามฐานะของบุคคลในสังคม เพราะคนไทยสมัยนั้นมี “นา” เป็นเครื่องมือสำหรับยังชีพในชีวิตประจำวันทั่วทุกคน

2. ลักษณะโครงสร้างสังคมไทยสมัยอยุธยา
         โครงสร้างทางสังคมไทยสมัยอยุธยา มีองค์ประกอบที่สำคัญดังต่อไปนี้
         2.1 พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขของราชอาณาจักร พระองค์ทรงเป็นเสมือนเจ้าชีวิตของทุกคนในแผ่นดิน จึงเรียกว่า “เจ้าแผ่นดิน”  พระองค์ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น สมมติเทพ ตามความเชื่อในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู นอกจากนี้ยังทรงเป็น “ธรรมราชา” เช่นเดียวกับคติความเชื่อในสมัยสุโขทัย เพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภก พระองค์จึงต้องมี ทศพิธราชธรรม 10 ปะการ อันเป็นข้อปฏิบัติของพระมหากษัตริย์เพื่อให้ราษฎรเกิดความผาสุกทั่วหน้า

         2.2 พระบรมวงศาสนุวงศ์ คือ บรรดาเจ้านาย ซึ่งมีลักษณะเครือญาติของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นั้นๆ บรรดาเจ้านายก็มีศักดินาแตกต่างกันไปตามฐานะ เช่น สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงศักดินา 20,000 แต่พระลูกเธอทรงศักดินา 15,000 เป็นต้น บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์เหล่านี้จะได้รับส่วนแบ่งจากรายได้ภาษีอากรของแผ่นดิน โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานให้ ส่วนสิทธิตามกฎหมายของเจ้านายคือ จะถูกพิจารณาคดีในศาลใดๆ ไม่ได้ นอกจากศาลของกรมวัง และจะถูกนำไปขายเป็นทาสไม่ได้

ภาพขุนนางไทยสมัยอยุธยา
ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ 
         2.3 ขุนนาง คือ บุคคลรับราชการแผ่นดินสนองเดชพระคุณของพระมหากษัตริย์ โดยขุนนางมีฐานะอยู่บนเกณฑ์ 4 ประการ คือ ศักดินา ยศ ราชทินนาม และตำแหน่ง เช่น เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์  สมุหนายก ถือศักดินา 10,000 มียศเป็นเจ้าพระยา มีพระราชทินนามว่า จักกรีศรีองครักษ์ มีตำแหน่งเป็นสมุหนายก เป็นต้น ขุนนางจะมีศักดินาลดหลั่นกันลงไปตามยศที่ได้รับ และได้รับการโปรดเกล้า แต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น


         2.4 ไพร่ คือ ราษฎรทั้งหลายที่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานให้กับราชการ ทั้งในยามปกติและในยามสงครามไพร่จะต้องสังกัดมูลนาย ถ้าไม่มีสังกัดมูลหน้าจะมีความผิด

          2.5 ทาส หมายถึง บุคคลที่มิได้มีกรรมสิทธิ์ในแรงงานและชีวิตของตนเอง แต่กลับเป็นของนายจนกว่าจะได้รับการไถ่ตัวให้พ้นจากความเป็นทาสนายมีสิทธิซื้อขายทาสได้ ทาสมีศักดินา 4 และถือเป็นบุคคลที่มีฐานะต่ำต้อยในสังคม

ภาพวาดพระภิกษุสงฆ์สมัยอยุธยา
ในจดหมายเหตุลาลูแบร์
          2.6 พระภิกษุสงฆ์ คือ บุคคลที่สืบทอดพระพุทธศาสนาซึ่งได้รับการยกย่องและศรัทธาจากบุคคลทุกชนชั้น ในสังคมคมอยุธยาตั้งแต่พระมหากษัตริย์จนถึงไพร่และทาส สามารถจะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้ ดังนั้น สถาบันสงฆ์จึงมีบทบาทสำคัญในการประสานกลุ่มคนในสังคมไทยให้ดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข
         


 กล่าวโดยสรุป สภาพสังคมไทยสมัยอยุธยามีลักษณะเป็นสังคมศักดินา ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่มีความสำคัญต่อสังคมในฐานะที่แตกต่างกันออกไป สังคมอยุธยาเป็นสังคมที่มีความเคลื่อนไหวไม่คงที่ เช่น ทาสสามารถเลื่อนฐานะเป็นไพร่ได้เมื่อได้รับการไถ่ตัวให้เป็นอิสระ หรือ ไพร่ก็สามารถเลื่อนขึ้นเป็นขุนนางได้ เมื่อมีความสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินเป็นที่ประจักษ์ ในทางกลับกันถ้าขุนนางทำความผิดก็อาจถอดถอนเป็นไพร่ได้ และถ้าไพร่เป็นหนีสินจนไม่สามารถใช้หนี้ให้นายเงินได้ก็จะตกเป็นทาสของนายเงินในที่สุด ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นลักษณะของการเลื่อนชั้นทางสังคมอันเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น